เกี่ยวกับเครือข่าย ปฏิรูปการศึกษา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ เวปไซต์ที่เกี่ยวข้อง หน้าหลัก

      ข้อมูลฝึกอบรม
       วิทยากรในท้องถิ่น
       ข่าวการฝึกอบรม
      ข้อมูลท้องถิ่น
       ข้อมูลจังหวัดนครราชสีมา
      ฐานข้อมูลท้องถิ่น
       Hot Issue
Wdot.gif (182 bytes) ข่าวทางการศึกษา
Wdot.gif (182 bytes) เกร็ดความรู้ทางการศึกษา
Wdot.gif (182 bytes) ข่าว/ประกาศ
Wdot.gif (182 bytes) กิจกรรมพัฒนาครูและบุคลากร
    และบุคลากรทางการศึกษา
      ทันต่อเหตุการณ์
        
 
 

(ต่อ)

การสนทนาจากรายการเช้าวันนี้
ออกอากาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2545
เรื่อง ธ คือครูของแผ่นดิน
วิทยากร ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย

เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันที่ 5 ธันวามหาราช เป็นวันสำคัญที่คนไทยทุกคนปลาบปลื้ม และร่วมใจกันถวายพระพรชัยมงคลแต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระที่พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุครบ 75 พรรษา
           ส
ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติร่วมกับรายการเช้าวันนี้ จึงใคร่ขอร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยนำเสนอ ประเด็น "ความเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่" ของพระองค์ท่าน และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ซึ่งได้มีโอกาส ถวายงานใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทฯ กล่าวถึง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : ครูของแผ่นดิน" สรุปความได้ดังนี้

arrow.gif (276 bytes)  พระราชกรณียกิจ ตลอด 56 ปีของการครองราชย์

        ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์มา 56 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นคุณอันใหญ่หลวงต่อประเทศ และปวงชนชาวไทยมากมายมหาศาล ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัว ซึ่งหลายคนเคยได้ฟังได้ยิน ได้อ่าน และได้ศึกษาจากหนังสือและเอกสารที่มีการ รวบรวมไว้ สามารถแบ่งออกเป็น 4-5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  arrow1.gif (53 bytes) กลุ่มที่ 1 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งส่วนมากจะเป็นโครงการถาวร และรับต่อไปโดยคนในพื้นที่บ้าง ประชาชนบ้าง ส่วนใหญ่เป็นโครงการ พัฒนาด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม ชนบท เรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากิน และปากท้องของประชาชน เป็นโครงการที่ดำเนินการขึ้นเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข มีจำนวนกว่า 3,000 โครงการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ซึ่งทุกโครงการของพระองค์ท่านเป็นโครงการที่หนุนด้วย หลักวิชา อยู่บนฐานของหลักความคิดที่ชัดเจน นำทุกข์ของ ประชาชนและลักษณะเชิงพัฒนามาเป็นโจทย์ตามหลักอริยสัจ 4 ของศาสนาพุทธ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ทรงสร้างหลักความรู้และจะใช้หลักวิชาในการดำเนินการ ทั้งหมดนี้สอดแทรกอยู่ในพระบรมราโชวาท ต้องถือว่า พระองค์ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา และนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่มาก

         ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองราชย์มา 56 ปี เคยมีคนนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ไป หารกับระยะเวลา 50 กว่าปีที่ทรงครองราชย์ ว่าในแต่ละสัปดาห์คงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1 โครงการ เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก และทุกโครงการประสบความ สำเร็จอย่างดีงาม ซึ่งมีกลุ่มนักวิชาการได้ศึกษาวิธีทรงงานของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯ ว่าทำไมจึงประสบความสำเร็จงดงามนัก ก็ไปพบพระ บรมราโชวาท พระราชกระแสรับสั่งในโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้บทเรียนมากมาย ทั้งบทเรียนในการพัฒนา ชนบท บทเรียนในการทำงานกับชาวบ้าน บทเรียนที่จะนำสิ่งดีงามไปแก้ปัญหาทั้งในเมืองและชนบท ในจำนวน 3,000 โครงการนี้ เป็นตำราการ พัฒนาประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตำราหนึ่ง ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ ถ้าใครสนใจน่าจะไปศึกษาวิเคราะห์ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานราชการหรือเอกชนได้เป็นอย่างดี
      arrow1.gif (53 bytes) กลุ่มที่ 2 โครงการหลวง เช่น ที่ดอยอ่างข่าง จ.เชียงใหม่ ซึ่งหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงรับสนองพระราชกระแสรับสั่งมา ขณะนี้เป็นมูลนิธิโครงการหลวง และหม่อมเจ้า ภีศเดชฯ เป็นองค์อำนวยการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นโครงการใน 5 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะบนดอย บนที่สูง โดยมีวัตถุประสงค์ 4-5 ข้อที่ชัดเจน คือเพื่อช่วยชาวไทย ภูเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ระงับการปลูกฝิ่น หาทางให้เขาเหล่านี้ปลูกพืชอื่น เช่น ผัก ผลไม้ พืชทดแทน ซึ่งได้ผลมาก มีการตลาด การแปรรูป มีบริษัทดอยคำ จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านอุดหนุน นอกจากเรื่องของการเกษตรในที่สูงแล้ว ยังมีการพัฒนา ในด้านการศึกษา ศาสนา และสังคมในชุมชนเหล่านั้นไปพร้อมๆ กันด้วย
     ตรงนี้เป็นบทเรียนที่ไม่เพียงแต่คนไทยควรจะศึกษาเท่านั้น ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดสัมมนานานาชาติที่ดอยอ่างขาง กล่าวถึงเทคโนโลยีการเกษตรบนที่สูง มีผู้แทนของประเทศต่างๆ หลายประเทศ ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ในที่สูง มาศึกษาการทำงานของโครงการ หลวงมากมาย เป็นบทเรียนที่ชาวต่างประเทศยังต้องการเข้ามาศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
       arrow1.gif (53 bytes) กลุ่มที่ 3 โครงการส่วนพระองค์ในพระตำหนักจิตรลดาฯ เป็นโครงการที่ทรงศึกษา ทดลองภายในพระราชวังของพระองค์ พระราชวังของพระเจ้าอยู่หัวของเราอาจจะเป็นพระราชวังของพระมหากษัตริย์แห่งเดียวในโลกที่ภายในพระราชวังมีแต่โครงการทดลองสำหรับประชาชนทั้งนั้น นับตั้งแต่ การปลูกข้าว เลี้ยงวัว โรงทำนา มีโรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบและโรงเรียนศิลปาชีพ เป็นพระราชวังที่มีลักษณะพิเศษ เฉพาะแห่งเดียวในโลกที่มีห้องทดลอง เมื่อการทดลองประสบผลสำเร็จจึงถ่ายทอดความรู้ไปสู่ประชาชน
  
arrow1.gif (53 bytes) กลุ่มที่ 4 โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ศูนย์ทั่วทุกภาคของประเทศ ตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำห้องปฏิบัติการจริงในพื้นที่ นำธรรมชาติและปัญหาของพื้นที่มาเป็นโจทย์ เสร็จแล้วก็ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาแต่ละเรื่องผสมผสานกัน โดยนำหน่วยราชการหลายๆ หน่วยมาร่วมกัน ประสานและบูรณาการ เสร็จแล้วถ่ายทอดผลที่ได้ออกไปยังประชาชนที่อยู่รอบๆ ศูนย์ศึกษาการ พัฒนาทั้ง 6 ภาค ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ทั้งภาคเอกชนและราชการไปศึกษาดูงานกันอย่างไม่ขาดสาย เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์การ เรียนรู้ที่ดีมาก
arrow.gif (276 bytes) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ 6 ศูนย์ ได้แก่

  • ภาคเหนือ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านนานกเค้า จังหวัดสกลนคร
  • ภาคใต้ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส มีการศึกษาวิจัยดินพลุ ว่าจะใช้ทำประโยชน์ได้อย่างไร
  • ภาคตะวันออก มี 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตั้งอยู่ที่อ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นศูนย์การศึกษาประมงชายฝั่ง รวมทั้งการกำจัดน้ำเสีย และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งที่ตรงนั้นจะมีดินปนทราย ปลูกได้แต่มันสัมปะหลัง หลังจากที่พระองค์ท่านทรง ให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ และมีการทำวิจัย ทราบว่าชาวบ้านรอบ ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล สามารถพึ่งตนเองได้ และ ไม่ต้องเดือดร้อนเหมือนเดิมอีกต่อไป
  • ภาคกลาง เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่า ทำนุบำรุงป่า และใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่ได้จากป่า
  • จะเห็นว่าพระองค์ท่านทรงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 ศูนย์สามารถเป็นบทเรียนและศูนย์การเรียนรู้ที่ดีมากๆ

arrow.gif (276 bytes) หลักและวิธีทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

       วิธีทรงงานของพระองค์ท่านน่าสนใจมาก ทรงมีหลักสำคัญในการทำงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พวกเรารับใส่เกล้า ใส่กระหม่อม คือ

  • หลักการแรก พระองค์ทรงเน้นอยู่ตลอดเวลาว่า เวลาไปพัฒนาที่ไหนจะต้องไปช่วยให้ประชาชนสามารถช่วยตนเองได้
  • หลักการที่ 2 พระองค์ใช้คำว่า "ให้ระเบิดจากภายใน" คือ ทำให้ประชาชนมีศักยภาพและต้องการตัดสินใจว่าอยากจะทำอะไร
  • หลักการที่ 3 โครงการทุกโครงการ พระองค์ท่านทรงให้คำนึงถึง ทั้งด้านภูมิศาสตร์และด้านสังคมศาสตร์ คือทั้งสิ่งแวดล้อมและรวมทั้งคนด้วย ต้องเอาคนมาเป็นตัวตั้ง อย่างที่ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พูดบ่อยๆ ว่า เป็น "หลักภูมิสังคมศาสตร์"

นอกจากนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางสถาบันราชภัฏได้ทำการศึกษาก็คือ พระองค์ท่านทรงใช้วิธีตั้งโจทย์ของประชาชน และหาหลักวิชาจาก แหล่งต่างๆ จากนั้นจึงนำมาสร้างสมมติฐานหรือทฤษฎีที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชน เสร็จแล้วก็ทำโครงการวิจัย หรือโครงการทดลองก่อน จนได้ผล แล้วจึงนำไปเผยแพร่หรือปฏิบัติจริง

     พระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้แก่เด็ก เยาวชน และปวงชนชาวไทยในโอกาสต่างๆ และความเป็น "ครูของแผ่นดิน" ด้าน การเศรษฐกิจ การศึกษา การศาสนา และการกีฬา ด้านการเศรษฐกิจ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ขณะที่เรายังไม่มีความทุกข์ก็ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร ต้องเจอวิกฤติก่อนจึงจะระลึกถึง คำสอนของพระองค์ท่าน สรุปง่ายๆ ในการใช้ชีวิตของทุกคน ทุกครอบครัว ทุกชุมชน รวมถึงประเทศด้วย ขอให้ยึดทางสายกลาง 3 ข้อ

    • ข้อที่ 1 คือ ความพอเหมาะพอควร อย่าให้มากไปน้อยไป สุดโต่งไป
    • ข้อที่ 2 ความมีเหตุผล จะทำอะไรขอให้มีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลอย่าไปทำ
    • ข้อที่ 3 ขอให้สร้างภูมิค ุ้มกัน เตรียมไว้สำหรับเวลาหน้าร้อน หน้าแล้ง ถ้าถือหลัก 3 ข้อ แม้มีวิกฤติจากภายนอกมาเราจะยังสามารถอยู่ได้ ชัดเจนที่สุด

arrow.gif (276 bytes) ด้านการศึกษา

ในส่วนที่แสดงถึงความเป็นครูของแผ่นดินนั้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับประโยชน์ที่แท้จริง และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ ครูอาจารย์ ประชาชนทั่วไปมีไว้ศึกษาคือหนังสือ "คำพ่อสอน" ที่ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับเด็ก และเยาวชนหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก เช่น ตัวอย่างการถ่ายทอดความรู้และความดีให้เป็นหน้าที่ของทุกคน ขออนุญาตอัญเชิญ พระบรมราโชวาทความว่า
"…เด็กเป็นผู้ได้รับช่วงทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากผู้ใหญ่ รวมทั้งภาระรับผิดชอบในการธำรงรักษาอิสรภาพและความสงบสุข ของบ้านเมือง ดังนั้นเด็กทุกคนจึง สมควรและจำเป็นที่จะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม…" และ ในตอนท้ายว่าอย่างนี้ "…โดยนัยนี้บิดามารดาจึงต้องสอนบุตรธิดา พี่จึงต้องสอนน้อง คนรุ่นใหญ่จึงต้องสอนคนรุ่นเล็ก เมื่อคนรุ่นเล็กเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจึงต้องสอนคนรุ่นต่อๆ ไปไม่ให้ขาดสาย ความรู้ ความดี ความเจริญงอกงามทั้งมวลจึงแผ่ไพศาล ไปไม่มีประมาณ เป็นพื้นฐานของการพัฒนาผาสุกอันยั่งยืนสืบไป…"

ตรงนี้ให้บทเรียนกับพวกเราทุกคน ท่านบอกว่าพ่อแม่ต้องสอนบุตรธิดา พี่ต้องสอนน้อง และบอกว่าเด็กรุ่นนี้เมื่อโตขึ้นแล้วก็ต้อง สอนคนรุ่นต่อๆ ไปด้วย จะได้ไม่ขาดสาย พ่อแม่สมัยนี้ถ้าไม่กล้าสอนลูกหรือเกรงใจลูกแล้วปล่อยให้ลูกเสียหาย ตรงนี้น่าจะเก็บ ไปใคร่ครวญให้ดี
คำที่ปรากฏในพระบรมราโชวาทบ่อยมา
ก คือคำว่าอบรมเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัย และอบรมบ่มเพาะ เพราะฉะนั้นคำว่าอบรมเลี้ยงดู ต้องอยู่คู่กัน ซึ่งตรงนี้มีนัยสำคัญประการหนึ่ง กล่าวคือ พระองค์ทรงเคยมีรับสั่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีกับการศึกษาว่า
"…เทคโนโลยีในการช่วยการศึกษาก็ทำหน้าที่ของเขา แต่เขาไม่มีชีวิตจิตใจ แล้วการศึกษาต้องมี 2 ส่วน คือ ส่วนความรู้กับ ส่วนความดี ส่วนความรู้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เขาช่วยได้ แต่ส่วนความดีแทนครูไม่ได้…"

พระองค์ท่านทรงใช้คำนี้ เมื่อปี 2539 ทรงรับสั่งว่า เทคโนโลยีจะมาแทนในเรื่องคนสอนคนไม่ได้ กล่าวคือ เทคโนโลยีเป็นเรื่องจำเป็น แต่ว่าไม่ได้ทำให้บทบาทของครูในการ อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลดน้อยลงเลย

พระบรมราโชวาทมากมายที่ทรงแนะแนวทางและให้ มุมมองเกี่ยวกับการศึกษาไว้ชัดเจนได้ถูกรวบรวมไว้เป็นเล่มใหญ่เรียบร้อยแล้ว ขออนุญาตกล่าวถึงหนังสือ "ในหลวงกับการศึกษาไทย : ห้าทศวรรษสิริราชสมบัติ" ที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี จัดพิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี หลังจากนั้นก็มีอีกหลายเล่มใหญ่ ขอยกตัวอย่าง พระบรม ราโชวาทที่พระราชทานแด่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสเข้ากราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ เมื่อ พ.ศ. 2514 ความ ตอนหนึ่งว่า
"…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนถึงทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่ง ที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้ และเป็นออมสิน..."

คำว่า "เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้" หมายความว่าเป็นแหล่งสะสมความรู้ พระองค์ท่านทรงชี้ให้เห็นว่าหนังสือเป็นสิ่งที่ ทำให้มนุษย์ก้าวหน้าโดยแท้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่ชอบอ่านหนังสือคงต้องรีบทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหนังสือเปรียบเสมือนธนาคารความรู้ และออมสิน มีแต่ดอกเบี้ยงอกเงย

arrow.gif (276 bytes) ด้านการศาสนา

ประเทศไทยให้อิสระในเรื่องของการนับถือศาสนา เรียกว่าเป็นตัวอย่างประเทศที่มีสันติสุขอันเนื่องมาจากประชาชนนับถือต่างศาสนาแต่ อยู่ร่วมกันได้ เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ซึ่งจะเห็นว่าคนไทยที่นับถือศาสนาใดก็ตาม ถ้าดำเนินตามรอยพระ ยุคลบาทในเรื่องของการปฏิบัติตนต่อเพื่อนร่วมชาติที่นับถือต่างศาสนาอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ประเทศไทยจะมีสันติสุขไปนานเท่านาน

พระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้องกับการศาสนาที่พระองค์ท่านพระราชทานแก่คณะกรรมการธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2514 เมื่อ 30 ปีมาแล้ว ความตอนหนึ่งว่า

"…ถ้าเราสามารถจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาและชีวิตของคนที่ดีมากขึ้นๆ ให้กลับมาเหมือนเดิมอย่างของเก่า โบราณเรา คือให้รู้สึกว่าโรงเรียนก็คือวัด วัดก็คือโรงเรียน ก็จะทำให้บ้านเมืองมีอนุชนที่มีความสามารถในทางวิชาการ และมีจิตใจสูง จิตใจดี เป็นพลเมืองดีต่อไป จะช่วยให้ส่วนรวมสามารถดำเนินไปด้วยดี…"

ตรงนี้สำคัญ ถ้าเรายังสามารถกลับไปเหมือนเดิม วัดทำหน้าที่เป็นโรงเรียน สอนเด็กและประชาชน ส่วนโรงเรียนแทนที่จะสอนวิชาความรู้ อย่างเดียวก็สอนความดีและคุณธรรมด้วย พระองค์ท่านทรงอยากให้วัดก็คือโรงเรียน และโรงเรียนคือวัด ทั้งวัดและโรงเรียนต้องทำงาน ทั้ง 2 ด้าน 2 บทบาท เสริมซึ่งกันและกัน

arrow.gif (276 bytes) ด้านการกีฬา

จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนไทยในทุกด้าน แม้แต่เรื่องการเล่นกีฬา ขออัญเชิญ พระบรมราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า

"...การเล่นกีฬาเป็นการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง ผู้ที่เล่นกีฬาอยู่เสมอจะมีอายุยืนนาน ไม่เจ็บป่วยบ่อยๆ สำหรับนักเรียนเอง ก็จะมีโอกาสเรียนโดยสม่ำเสมอ เมื่อกำลังกายดีย่อมทำให้สมองดีไปด้วย…"

พระองค์ท่านทรงชี้ให้นักเรียนเห็นว่านักเรียนต้องเล่นกีฬา ผู้ใหญ่ต้องเล่นกีฬา นอกจากนั้นยังไม่พอทรงบอกว่า

"…นอกจากนั้นการกีฬายังเป็นการอบรมจิตใจของผู้เล่นให้เป็นผู้มีน้ำใจ อดทน กล้าหาญ ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และเป็น ผู้มีขวัญดีอยู่เสมอ ดังที่กล่าวกันว่าเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา…"

ตรงนี้ถ้ามอง 2 เรื่อง จะเห็นว่านอกจากกีฬาทำให้ร่างกายแข็งแรงและสมองดีแล้ว กีฬายังพัฒนาวินัยและคุณธรรมควบคู่กันไปด้วย

arrow.gif (276 bytes) พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเรียนการสอน

"…ความรู้นั้นสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดความฉลาดสามารถและความเจริญก้าวหน้า มนุษย์จึงใฝ่ศึกษากันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว การเรียนความรู้แม้มากมายเพียงใด บางทีก็ไม่ช่วยให้ฉลาดหรือเจริญได้เท่าใดนัก ถ้าหากเรียนไม่ถูกถ้วน ไม่รู้จริงแท้…" (พระบรมราโชวาทในพิธี

พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ ณ สวนอัมพร: 22 มิถุนายน 2524)

"…ท่านทั้งหลายคงจะตระหนักอยู่แล้วว่า การศึกษาเล่าเรียนเป็นเรื่องที่ไม่มี สิ้นสุด ผู้ปรารถนาความเจริญในการประกอบกิจการงาน จะต้องหมั่นเอาใจใส่แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าสมัยสมรรถภาพไป…" (พระบรมราโชวาทในพิธีพระ ราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: 23 กุมภาพันธ์ 2504)

"…วิชาความรู้อันพึงประสงค์นั้น ได้แก่ วิชาความรู้ที่ถูกต้อง จัดเจน แม่นยำ ชำนาญ นำไปใช้การเป็นประโยชน์ได้พอเหมาะพอควร ทันต่อเหตุการณ์ อย่างมี ประสิทธิภาพ เราจะสร้างเสริมวิชาความรู้อย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร เบื้องต้นจะต้องเลิกคิดว่า เรียนวิชาไว้เพื่อสอบไล่ เพราะ ในชีวิตของเรา เราไม่ได้อยู่กับการกาผิดกาถูกในข้อสอบ หากแต่อย

ู่กับการทำงานและการวินิจฉัยปัญหาสารพัด ทางที่ถูกเราจะต้องขวนขวาย เปิดตาเปิดใจให้เรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งโดยทางกว้างและทางลึก คือเมื่อจะศึกษาเรื่องใดก็ให้พยายามจับเค้าโครงของเรื่องนั้นให้ได้ก่อน แล้วจึง พยายามมองลงไปในส่วนละเอียดทีละส่วน ให้เห็นชัดโดยถ้วนถี่ เมื่อรู้แล้วก็นำมาคิดพิจารณาให้เห็นประเด็น ให้เห็นส่วนที่เป็นเหตุส่วนที่เป็น ผลให้เห็นลำดับความเกาะเกี่ยวต่อเนื่องแห่งเหตุและผลนั้นๆ ไปจนตลอด ให้เข้าใจโดยชัดเจนแน่นอน เพื่อให้สามารถสำเหนียกกำหนดและ จดจำไว้ได้ ทั้งส่วนที่เป็นหลักเป็นทฤษฎี ทั้งส่วนเรื่องราวหรือรายละเอียด จักได้สามารถนำไปสั่งสอนผู้อื่น และนำไปเทียบเคียงใช้ให้เป็น ประโยชน์ในการงาน หรือการคิดอ่านแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตต่อไป…" (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลันศรีนครินทรวิโรฒ : 26 มิถุนายน 2523)  


ที่มา : http://www.moe.go.th/

ปรับปรุงล่าสุด : 12/24/2003